รวมวิธี ประหยัดพลังงาน ในออฟฟิศ ทำได้ไม่ยาก คนละไม้ คนละมือ

ประหยัดพลังงาน

ออฟฟิศเป็นสถานที่รวมตัวของคนวัยทำงาน และแน่นอนว่าการทำงานในออฟฟิศย่อมมีการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิด ที่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตามมาด้วยค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น หนีไม่พ้น.. ว่าผลที่ตามมาคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในแง่ลบอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย ถ้าคุณที่เป็นเจ้าของโรงงาน โรงกลึง เจ้าของกิจการ หัวหน้างาน หรือแม้แต่พนักงานเองก็ตาม ซึ่งใครก็ได้ที่ตระหนักในเรื่องของการลดโลกร้อน การช่วยกัน ประหยัดพลังงาน มีใจสาณารณะที่อยากจะช่วยโลกให้น่าอยู่มากขึ้น การมาช่วยกันรณรงค์เพื่อการประหยัดพลังงานในออฟฟิศ หรือในที่ทำงาน นับเป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ ที่จะช่วยดูแลโลกของเราให้น่าอยู่มากขึ้น

และบทความนี้จะนำเสนอวิธีการประหยัดพลังงาน ซึ่งหากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือคนที่กำหนดนโยบายของบริษัทได้ คุณก็อาจจะนำไอเดียไปต่อยอดให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัท แต่หากคุณเป็นพนักงาน คุณเองก็ช่วยเหลือได้ในจุดเล็ก ๆ คนละไม้คนละมือ เพื่อโลกของเรา

ประหยัดพลังงาน
Image by rawpixel.com on Freepik

7 วิธี ประหยัดพลังงาน ในออฟฟิศ เซฟค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

วิธีที่จะแนะนำเกี่ยวกับ ประหยัดพลังงาน จะเป็นวิธีที่เหมาะที่จะใช้ในออฟฟิศเป็นอย่างมาก และเชื่อเลยว่าหลาย ๆ คนอาจจะปล่อยปละละเลย หรือนึกไม่ถึงว่าสามารถทำตามวิธีเหล่านี้ได้ด้วย หรือหากใครที่ใช้กับที่บ้านเป็นประจำก็สามารถนำมาปรับใช้กับที่ออฟฟิศได้ เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาตามไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่า 7 วิธีในการประหยัดหลังงานหรือค่าไฟในออฟฟิศสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

1. ปิดสวิทซ์ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน

การปิดสวิทซ์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งานทุกประเภทจะเป็นกุญแจสำคัญที่สามารถประหยัดพลังงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการเปิดสวิทซ์หรือถอดปลั๊กไว้ตลอดเวลาก็เท่ากับว่าคุณกำลังใช้ไฟอยู่ ค่าไฟก็จะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ที่ต่อให้แม้จะปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วก็ตาม ถึงจะ ประหยัดพลังงาน ได้บ้าง แต่ไม่สามารถปิดการใช้งานได้ทั้งหมดนั่นเอง

ประหยัดพลังงาน
Image by Freepik

2. ใช้หลอดไฟ LED ในการให้ความสว่าง

การเลือกใช้หลอดไฟ LED ที่มีความสว่างแบบแสงสีขาว จะสามารถให้ความสว่างได้มากกว่าปกติกว่าหลอดไฟชนิดอื่นๆ ที่สำคัญตัวหลอดไฟยังผลิตมาเพื่อประหยัดพลังงานโดยเฉพาะ ดังนั้นออฟฟิศของคุณหากต้องการประหยัดค่าไฟที่สามารถประหยัดได้มาก การเลือกใช้หลอดไฟชนิดนี้เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในส่วนของด้านความปลอดภัยหรือการพังเสียหายมีโอกาสน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ๆ

3. เดินขึ้น – ลงบันได้ 1-2 ชั้น แทนการใช้ลิฟต์

การขึ้นลงบันได 1 – 2 ชั้น แทนการใช้ลิฟต์ก็สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้อีกรูปแบบหนึ่ง เพราะลิฟต์จะมีฟังก์ชันการใช้งานส่วนใหญ่คือกดใช้งานหนึ่งครั้งก็ค่าไฟสามารถขึ้นได้ 1 ที และระหว่างที่ไม่มีใครใช้งานตัวลิฟต์ก็จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานได้ ดังนั้นการขึ้นลงเพียงชั้นเดียวและทำบ่อย ๆ จะทำให้ค่าไฟสูงขึ้นมาก ดังนั้นการเดินขึ้นลงบันไดแทนจึงเป็นทางออกที่ดี

4. ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25 – 26 องศา 

การปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25 – 26 องศา ตามคำแนะนำของกรมไฟฟ้าจะสามารถประหยัดพลังงาน หรือประหยัดพลังงานได้จำนวนมหาศาล และถ้าออฟฟิศของคุณต้องการควบคุมอุณหภูมิที่สามารถเหมาะกับคนหลาย ๆ คนได้ คือไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป การเลือกปรับแอร์ที่อุณหภูมิที่ 25 – 26 องศา ถือว่าเป็นอะไรที่ดีที่สุด เพราะบางคนหากปรับแอร์ที่อุณหภูมิที่ 22 – 23 องศาก็จะเริ่มหนาวแล้วนั่นเอง

5. ทุกพักเที่ยง ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเสมอ

ทุกพักเที่ยงปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเสมอ เพื่อเป็นการพักการใช้งานไม่ให้ทำงานหนักเกินไป ไม่ว่ะจะเป็นไฟในที่ทำงาน แอร์ในที่ทำงาน คอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน เป็นต้น เพราะถ้าหากเปิดต่อเนื่องจะยิ่งทำให้ค่าไฟสูงมากขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้อาจจะลดลงได้ ดังนั้นเมื่อพักเที่ยงอย่างน้อยก็ควรปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าสัก 1 ชั่วโมง ถือว่าเป็นเวลาที่กำลังดีในการพัก

6. เข้างานตรงเวลา – เลิกงานตรงเวลา

ใครหลายคนอาจจะสงสัยว่าการเข้างานตรงเวลา – เลิกงานตรงเวลาจะสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างไร ต้องบอกเลยว่าสามารถประหยัดพลังงานได้มหาศาล เพราะการเข้างานตรงเวลาเท่ากับว่าเราจะเปิดแอร์ เปิดไฟ เปิดคอมพิวเตอร์ในเวลาเริ่มงานพร้อม ๆ กัน ก็คือมีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และเมื่อถึงเวลาเลิกงานก็ปิดพร้อม ๆ กัน ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟ ลองนึกภาพถ้าหากบริษัทมีการทำล่วงเวลาไฟก็ต้องเปิด แอร์ก็ต้องเปิดเพื่อคนไม่กี่คน ทำให้ค่าไฟสูงขึ้นมาได้นั่นเอง

ประหยัดพลังงาน
Image by Freepik

7. เคลียร์ของในตู้เย็นออกสม่ำเสมอ

บางออฟฟิศจะมีตู้เย็นให้พนักงานแช่ของไว้ทาน ซึ่งส่วนมากพนักงานก็มักจะเอาของมาแช่สุดท้ายแล้วลืมทานจนเน่าไปเลยก็มี และก็จะเอาของใหม่ ๆ เข้าแทรกเรื่อย ๆ ยิ่งของแน่นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก จนส่งผลให้ค่าไฟพุ่งได้อย่างไม่รู้ตัว วิธีการแก้คือให้เขียนชื่อเจ้าของของในตู้เย็น พอถึงวันหมดอายุก็ให้เคลียร์ออก ทำแบบนี้เรื่อยๆ ตู้เย็นก็จะไม่แน่นจนเกินไป และจะสามารถ ประหยัดพลังงาน

เริ่มต้นวันนี้ ช่วยโลกวันหน้า ทำได้ง่าย ๆ ให้เป็นนิสัย

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หวังว่าทุก ๆ คนคงจะได้วิธีประหยัดพลังงานในออฟฟิศนำกลับไปใช้ ซึ่งบอกว่าทำได้ง่ายมาก ๆ เพียงแต่ต้องทำเป็นนิสัย ทำให้สม่ำเสมอ ก็จะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีในการประหยัดพลังงานได้อย่างแน่นอน ซึ่งในจุดนี้สามารถเริ่มต้นได้จากระดับองค์กรเป็นแกนหลัก นำส่งแนวคิดสู่ผู้นำมาตลอดพนักงานที่ทำงานอยู่ในองค์กร เพื่อสร้างให้เป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำในทุกวันก็จะสามารถรักษ์โลกได้ในอนาคตไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

Cover Image : Image by Freepik

การแยกขยะ และการรีไซเคิล: เรื่องน่ารู้ในโรงกลึง และโรงงานอุตสาหกรรม

การแยกขยะ

การแยกขยะ และการรีไซเคิลเป็นเรื่องที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมทั่วโลกในปัจจุบัน ไม่เพียงเพราะเราต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณขยะที่สิ่งมีมูลค่าถูกทิ้งไป แต่ยังเพราะมันเป็นวิธีที่สามารถสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรม ในบทความนี้เราจะสำรวจแนวคิดพื้นฐานของการแยกขยะและการรีไซเคิลในอุตสาหกรรม พร้อมกับประโยชน์ที่มันเสนอและแนวทางในการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในแวดวงนี้โดยใช้คีย์เวิร์ด “การแยกขยะ

การแยกขยะ คือขั้นตอนแรกสู่การรีไซเคิล

การแยกขยะคือกระบวนการที่ครบครันในการทำลายขยะอินทรีย์และอินทรีย์จากขยะสำหรับแปลงกล้วยอุตสาหกรรม ประสิทธิภาพของขั้นตอนนี้ส่งผลต่อการรีไซเคิลในภายหลัง เนื่องจากขยะที่ไม่ถูกแยกและทำลายอาจสร้างปัญหาและสร้างมลพิษสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเครื่องบดขยะและการแยกขยะอัตโนมัติมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้

การรีไซเคิล หรือ การนำขยะกลับมาใช้ใหม่

การรีไซเคิลเป็นกระบวนการที่ช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ และลดปริมาณขยะที่เขามือทิ้งลงในบ่อขยะ การรีไซเคิลรวมถึงการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตใหม่และการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบอื่น เช่นการแปลงขยะพลาสติกให้กลายเป็นเศษสำหรับการผลิตเสื้อผ้าหรือสินค้าอื่น ๆ การรีไซเคิลช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ที่มีค่าเพื่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่มุ่งเสริมการใช้งานสินค้ารีไซเคิล

ประโยชน์ของ การแยกขยะ และการรีไซเคิล

การแยกขยะและการรีไซเคิลมีประโยชน์มากมายทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมได้รับประโยชน์จากลดปริมาณขยะที่สิ่งมีมูลค่าถูกทิ้งลงในสิ่งแวดล้อมและลดการใช้วัสดุใหม่ ซึ่งมีผลทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้พลาสติกใหม่ช่วยลดการสร้างมลพิษในมหาสมุทรและพื้นผิวที่ตายเนื่องจากขยะพลาสติก

ในด้านเศรษฐกิจ การแยกขยะและการรีไซเคิลสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ สร้างรายได้และงานทำให้กับผู้คน การขายวัสดุรีไซเคิล ช่วยสร้างความยั่งยืนในธุรกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น. นี่คือบางประโยชน์หลักของการแยกขยะและการรีไซเคิล

การแยกขยะ
Image by jcomp on Freepik

ลดปริมาณขยะ

การแยกขยะลดปริมาณขยะที่สิ่งมีมูลค่าถูกทิ้งไปในแหล่งกำบัติขยะ ทำให้ลดปริมาณขยะในบ่อขยะและลดการสิ้นสุดสิ่งมีมูลค่าทั้งกายภายในแวดวงรอบของเรา

อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การใช้วัสดุรีไซเคิลช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ที่มีค่าเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้กระบอกพลาสติกใหม่ลดการเปิดเผยสิ่งมีมูลค่าที่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

สร้างรายได้และงานทำ

การแยกขยะและการรีไซเคิลสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรม โรงงานการแยกขยะและโรงงานรีไซเคิลสร้างงานทำให้กับคนในชุมชนและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

ลดการมลพิษสิ่งแวดล้อม

การลดการใช้วัสดุใหม่และการรีไซเคิลช่วยลดการสร้างมลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น ลดปลิงมลพิษจากการผลิตวัสดุใหม่ และลดปริมาณขยะที่สิ่งมีมูลค่าถูกทิ้งไปในแวดวงรอบขอบ

สร้างการรับรองจากผู้บริโภค

ผู้บริโภคกลับมาให้ความสำคัญกับสินค้ารีไซเคิลและสินค้าที่ผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิล การสนับสนุนการรีไซเคิลช่วยสร้างตลาดสำหรับสินค้านี้และส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรม

โอกาสทางธุรกิจ

เปิดโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมการแยกขยะและการรีไซเคิลมีหลายทางเลือกที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ

  • สร้างโรงงานการแยกขยะ การลงทุนในการสร้างโรงงานการแยกขยะเป็นทางเลือกที่มีความศักยภาพในการสร้างรายได้และสร้างงานทำใหม่ โรงงานนี้สามารถแยกขยะและจำหน่ายวัสดุรีไซเคิลให้กับผู้ผลิต
  • สนับสนุนการรีไซเคิล การสนับสนุนการรีไซเคิลโดยการผลิตสินค้ารีไซเคิลหรือสินค้าที่ผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิล เป็นทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่
  • ใช้เทคโนโลยีในการแยกขยะ การใช้เทคโนโลยีในการแยกขยะอัตโนมัติช่วยนอกจากจะช่วย ลดโลกร้อน แล้วยังช่วยลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการแยกขยะ การลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการเริ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้

การแยกขยะ ช่วยโลก ช่วยคนที่คุณรัก

การแยกขยะ และการรีไซเคิลเป็นกระบวนการที่สำคัญสำหรับการลดปริมาณขยะที่สิ่งมีมูลค่าถูกทิ้งและสนับสนุนความยั่งยืนในอุตสาหกรรม. การลงทุนในโรงงานการแยกขยะ, การสนับสนุนการรีไซเคิล, และการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการแยกขยะเป็นวิธีที่ดีในการเปิดโอกาสทางธุรกิจในแวดวงนี้. นอกจากนี้, การรีไซเคิลช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ที่มีค่าเพื่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่มุ่งเสริมการใช้งานสินค้ารีไซเคิล

การแยกขยะและการรีไซเคิลไม่เพียงเพียงช่วยสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และงานทำใหม่ในอุตสาหกรรม การรับรองจากผู้บริโภคสามารถสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้และทำให้โลกของเรากลับมายั่งยืนมากขึ้น อุตสาหกรรมการแยกขยะและการรีไซเคิลเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างปีที่ผ่านมาและกำลังเป็นตัวกำหนดที่สำคัญสำหรับอนาคตของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ. การร่วมมือเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้เป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้โลกของเรามีโอกาสในอนาคตที่ยั่งยืนและมั่งคั่งมากขึ้น

Cover Image : Image by Freepik

มีอยู่จริง ! โครงการลดโลกร้อน ลงทุนสูง เป็นที่นิยม และพัฒนาต่อเนื่อง

โครงการลดโลกร้อน

โครงการดี ๆ เหล่านี้มีศักยภาพในการช่วยลดอิทธิพลของการลดโลกร้อน และสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่ควรทราบว่า โครงการลดโลกร้อน ดังกล่าวอาจมีความซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง นี่คือสามโครงการที่มีการลงทุนสูง และเป็นโครงการที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือ Climate Change และลดอิทธิพลของโลกร้อน

3 อันดับ โครงการลดโลกร้อน ที่ได้รับความสนใจ และลงทุนสูงสุด

1. โครงการพลังงานแสงอาทิตย์

โครงการนี้สามารถมีผู้ลงทุนหลายราย เช่น บริษัทผลิตแผงโซลาร์, บริษัทพลังงานใหม่, หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่สนับสนุนพัฒนาพลังงานทดแทน โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้า และความร้อนในอุตสาหกรรม และบริษัทต่างๆ โดยลดการใช้พลังงานจากแหล่งที่มีความมลพิษ และคาร์บอน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

2. โครงการรถยนต์ไฟฟ้า

โครงการลดโลกร้อน ประเภทนี้มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในโลก เช่น Tesla, Nissan, BMW, หรือรัฐบาลที่สนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า วัตถุประสงค์ของโครงการคือเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในการขนส่ง เพิ่มการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้น้ำมันหรือเชื้อเพลิงที่มีส่วนร่วมในการเปิดปล่องก๊าซเรือนกระจก รถยนต์ไฟฟ้ามีการใช้พลังงานที่น่าเชื่อถือ และมีผลกระทบต่ำกับสิ่งแวดล้อม

3. โครงการป่าไม้ฟื้นฟู

โครงการป่าไม้ฟื้นฟู และการป้องกันการตัดต้นไม้ ส่วนใหญ่จะเป็นของรัฐบาล, องค์กรสิ่งแวดล้อม, หรือองค์กรไม้ที่มุ่งมั่นในการปรับปรุง และป้องกันป่าไม้ และตรงไปตรงมาคือโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพิ่มพื้นที่ป่าไม้, ป้องกันการตัดต้นไม้อย่างมาก และช่วยลดการกัดกินพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มคุณค่าสิ่งแวดล้อม และป้องกันสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์

ขณะนี้มีบริษัทหลายรายที่กำลังพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  1. Tesla, Inc.: Tesla เป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังที่ไม่เพียงแต่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และบริการพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์เช่น Tesla Solar Roof ซึ่งเป็นแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกบริหารจัดการให้เป็นส่วนหนึ่งของหลังคาของบ้าน ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายกับหลังคาทั่วไป ระยะเวลาส่งมอบเริ่มต้นในปี 2021
  2. SunPower Corporation: SunPower เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการผลิตแผงโซลาร์ที่มีประสิทธิภาพสูง และตัวบ้านผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พวกเขามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเช่นแผงโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ทรากติดดินสำหรับการใช้ในโรงงาน และธุรกิจ
  3. First Solar, Inc.: First Solar เป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์ที่เน้นใช้เทคโนโลยีฟิล์มขนาดใหญ่ ซึ่งเหมาะสำหรับโครงการในมาตรฐานขนาดใหญ่ เช่น โรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพลังงานทดแทนในธุรกิจ และอุตสาหกรรม

บริษัทเหล่านี้กำลังอยู่ในด้านหนึ่งของภาคพลังงานแสงอาทิตย์ และมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในทุกที่ทั้งในบ้าน และธุรกิจต่าง ๆ โดยมุ่งหวังลดการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่มีส่วนร่วมในการเปิดปล่องก๊าซเรือนกระจก และสร้างความยั่งยืนในการผลิตพลังงาน ช่วย ลดโลกร้อน อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการลดโลกร้อน
Image by Freepik

โครงการรถยนต์ไฟฟ้า

มีหลายบริษัทที่กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในการขนส่ง ตัวอย่างบริษัท และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. Tesla, Inc.: Tesla เป็นบริษัทชื่อดังที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพลังงานทดแทน เช่น Tesla Model S, Model 3, Model X, และ Model Y ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมในหลายส่วนของโลก. Tesla ยังพัฒนาเทคโนโลยีขับรถอัตโนมัติอันล้ำหน้า และระบบจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการชาร์จรถไฟฟ้าที่เร็ว และสะดวก
  2. Nissan: Nissan เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Nissan Leaf อย่างแรกในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ในปี 2010 และได้พัฒนารุ่นต่าง ๆ ของ Leaf ให้มีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับ Leaf เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
  3. BMW: BMW กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในหลายรุ่น โดยรุ่น BMW i3 และ BMW i8 ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเนื่องจากดีไซน์ที่สวยงาม และเทคโนโลยีล้ำหน้า นอกจากนี้ BMW ยังมีแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอีกมากมาย
  4. Volkswagen Group: Volkswagen มีรุ่นรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ในตระกูล ID. ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าของโมเดลอื่น ๆ ในกลุ่ม เช่น Audi e-tron และ Porsche Taycan
  5. Hyundai/Kia: บริษัท Hyundai และ Kia มีรถยนต์ไฟฟ้าในตำแหน่งต่าง ๆ ในตลาด รวมถึงรุ่น Hyundai Kona Electric และ Kia Soul EV ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ที่มีราคาไม่แพง
  6. Rivian: Rivian เป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่มีรถยนต์ออฟโรด และรถกระบะไฟฟ้าในแผนการผลิต โดยรถยนต์ออฟโรดรุ่น R1T และรถกระบะรุ่น R1S ได้รับความสนใจมากจากตลาด
  7. Lucid Motors: Lucid Motors ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Air ซึ่งมีลักษณะสวยงาม และเทคโนโลยีทันสมัย

บริษัทเหล่านี้กำลังเปิดตัว และพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใหม่เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมขนส่ง และการเคลื่อนย้าย

โครงการลดโลกร้อน
Image by Freepik

โครงการป่าไม้ฟื้นฟู

โครงการลดโลกร้อน เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ และการป้องกันการตัดต้นไม้มีหลายบริษัท และองค์กรที่กำลังทำงานเพื่อรักษาป่าไม้ และป้องกันการทำลายป่าไม้ ตัวอย่างบริษัท และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. Conservation International: องค์กรนี้มุ่งเน้นการป้องกันการทำลายป่าไม้ และส่งเสริมโครงการฟื้นฟูป่าไม้ทั่วโลก พวกเขาดำเนินการในหลายที่ทั่วโลกเพื่อประเมิน และปรับปรุงการจัดการป่าไม้ให้มีความยั่งยืน และป้องกันการตัดต้นไม้ที่ไม่เหมาะสม.
  2. The Nature Conservancy: องค์กรนี้มุ่งเน้นการรักษา และฟื้นฟูป่าไม้ทั่วโลก พวกเขามีโครงการการทำงานที่ใช้วิธีการคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนในการจัดการป่าไม้ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  3. World Wildlife Fund (WWF): WWF เป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงการจัดการป่าไม้ และส่งเสริมโครงการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับป่าไม้ทั่วโลก พวกเขาเน้นความสมดุล และความยั่งยืนในการทำงานกับชุมชน และภาคีชาวบ้านท้องถิ่น.
  4. Rainforest Foundation: องค์กรนี้มุ่งเน้นการป้องกันการตัดต้นไม้ และส่งเสริมการฟื้นฟูป่าไม้ในป่าสาธารณะของทวีปใต้ พวกเขาทำงานกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการรักษา และการพัฒนาป่าไม้ที่ยั่งยืน
  5. Greenpeace: Greenpeace เป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการป้องกันการตัดต้นไม้ และการทำลายป่าในหลายส่วนของโลก พวกเขาใช้การแสดงต่อสาธารณชน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการรับรู้ และการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการป่าไม้ฟื้นฟู และการป้องกันการตัดต้นไม้รวมถึงการจัดทำแผนประชาคมป่าไม้ การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลาย การเสริมสร้างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการจัดการป่าไม้เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

โครงการลดโลกร้อน
Image by Freepik

ทิศทางของ โครงการลดโลกร้อน ในอนาคต

ทิศทางของโครงการลดโลกร้อนในอนาคตมุ่งเน้นการกระทำเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยรวม ภายใต้ขอบเขตของความรับผิดชอบระดับโลก และยังเน้นการเพิ่มความยั่งยืน และความเท่าเทียมในกระบวนการลดโลกร้อนด้วยด้วยกัน นี่คือบางทิศทางสำคัญ

  1. การลดการใช้พลังงานที่มีส่วนร่วมในการเปิดปล่องก๊าซเรือนกระจก: โครงการลดโลกร้อนในอนาคตจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่มีส่วนร่วมในการเปิดปล่องก๊าซเรือนกระจก เช่น การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และลม และการปรับปรุงความมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน
  2. การพัฒนาพลังงานทดแทน: โครงการลดโลกร้อนในอนาคตจะรวมการพัฒนา และการใช้พลังงานทดแทนที่มีน้ำหนักสำคัญในมิติของการลดปล่องก๊าซเรือนกระจก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานแสงอาทิตย์, และพลังงานลม
  3. การป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อม: โครงการลดโลกร้อนจะรวมการควบคุมการตัดต้นไม้, การบริหารจัดการป่าไม้, และการรักษาความสมดุลของอะไรสร้างสิ่งมีชีวิตในป่า การป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อมช่วยรักษาการจับกัดคาร์บอน และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ.
  4. การเปลี่ยนวิถีชีวิต: การสร้างความรับผิดชอบส่วนตัว และความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญของโครงการลดโลกร้อน การลดการใช้พลาสติก, การใช้รถยนต์เฉพาะระหว่างที่จำเป็น, และการปลูกพืชที่ดูแลง่าย และมีประสิทธิภาพสูง เป็นตัวอย่างของวิถีชีวิตที่เพิ่มความยั่งยืน
  5. การร่วมมือระหว่างประเทศ: การลดโลกร้อนเป็นปัญหาระหว่างประเทศที่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขประเด็นระดับโลก การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการลดปล่องก๊าซเรือนกระจก, การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี, และการสนับสนุนกันในการดำเนินการเพื่อลดโลกร้อนจะเป็นส่วนสำคัญของโครงการในอนาคต

โดยรวมแล้วทิศทางของโครงการลดโลกร้อนในอนาคตเป็นการผสมผสานของการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน, การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบทิศทาง และการปฏิบัติที่ได้กล่าวถึงข้างต้นเป็นส่วนสำคัญของโครงการลดโลกร้อนในอนาคต นอกจากนี้ยังต้องมีการเสริมสร้างการตรวจสอบ และการประเมินผลเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการมีผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง และเพื่อปรับปรุงขั้นตอน และวิธีการตามความจำเป็น นี่คือแนวทางที่สำคัญในการลดโลกร้อนในอนาคตที่จะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และส่งเสริมความเท่าเทียมในการส่งเสริมการแก้ไขประเด็นเรื่องโลกร้อนให้เป็นเรื่องสำคัญของวิธีการดำเนินชีวิตของทุกคนบนโลกนี้ในอนาคต

Credit Image : Image by Freepik

Climate Change วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ที่มองข้ามไม่ได้..อีกต่อไป

Climate Change

โลกของเราได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ Climate Change มากมาย ที่เห็นได้ชัดคือ อุณภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลาย หรือมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกปี ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์แทบทั้งสิ้น โดยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นเกิดจากกิจกรรมเล็กน้อยรอบตัว เช่น การใช้ถุงพลาสติก หรือเผาขยะ ก็ส่งผลกระทบกับสภาพอากาศในระยะยาวได้

ด้วยเหตุนี้ โรงกลึง โรงงานอุตสาหกรรม ในแวดวงการผลิตไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป อันเนื่องมาจากไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าขยะอุตสาหกรรม ขยะมูลฝอยที่ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง หรือกระบวนต่าง ๆ อันได้มาซึ่งผลผลิตที่ตรงตามเป้า มีประสิทธิภาพ แม้กระนั้นก็ตามอาจจะไม่ได้ผ่านกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับโลกนี้มากนัก ถึงเวลาเเล้วแหละที่เราต้องศึกษาและตระหนักถึงภัยร้ายของสิ่งเหล่านี้ เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา ก่อนที่โลกจะย่ำแย่ไปมากกว่านี้ และระเบิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ออกมาโต้ตอบพวกเราบ้าง

Climate Change
Image by wirestock on Freepik

สาระที่เกี่ยวข้องกับการ ลดโลกร้อน

Climate Change คืออะไร และมีสาเหตุมาจากอะไร

Climate Change หรือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพของภูมิอากาศทั้งทางตรงที่เกิดจากการผันแปรของธรรมชาติ และทางอ้อมผันแปรผ่านกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งสาเหตุที่กิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น เกิดจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เช่น การใช้ถุงพลาสติก เผาขยะ ตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน

อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นจนเกินความสมดุล ทั้งในบริเวณอากาศใกล้ผิวโลก ไปจนถึงน้ำในมหาสมุทร หากมนุษย์ยังคงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลิตพลาสติกหรือทำอุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิง ปล่อยควันเสียออกจากโรงงาน หรือตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ โลกก็ยังต้องเผชิญปัญหาโลกร้อนต่อไป และแน่นอนว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศก็จะทวีสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่งผลกระทบกับโลกอย่างไร

ไม่ใช่แค่เพียงอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้น แต่ค่ามลพิษทางอากาศก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะ PM2.5 มลพิษทางอากาศที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมนุษย์ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างได้รับผลกระทบจาก PM2.5 ทำให้มีผู้ป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึงห้าเท่า หรือคิดอัตราการเจ็บป่วยจากภาวะมลพิษทางอากาศอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านคนต่อวัน 

นอกจากนี้งานวิจัย The International Labour Organization หรือ ILO เกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมโดยเฉพาะพบว่าเมื่อโลกมีสภาพอากาศร้อนมากขึ้น จะทำให้ผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดได้ ซึ่งประเทศที่ไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น มีมาตรการในการป้องกันผู้ใช้แรงงาน โดยกำหนดให้พนักงานทำงานในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 35 องศา เพื่อปกป้องพนักงานจากสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะหากพนักงานเจ็บป่วยหรือได้รับผลกระทบจาก Climate Change ขึ้นมา จำเป็นต้องลาป่วย หรือหยุดงานกลางคันเพื่อรักษาสุขภาพ และเมื่อพนักงานขาดรายได้ประจำ ภาพรวมต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบตามมาด้วย เรียกได้ว่า ภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภคหรือการทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เป็นแรงงานสำคัญของชาติ

Climate Change
Image by Freepik

ส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

สำหรับประเทศไทยส่งผลกระทบหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านเกษตรกร ด้านการท่องเที่ยว และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เกิดปัญหาด้านการส่งออกสินค้าและบริการ เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ หรือแม้แต่เศรษฐกิจในประเทศเองก็สามารถเป็นลบได้ไม่แพ้กัน โดยสามารถสรุปผลกระทบได้ดังนี้

การท่องเที่ยวในประเทศไทย

ส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหนีไม่พ้นทางด้านเศรษฐกิจ นั่นคือ การท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก่อให้เกิดปัญหาทางระบบนิเวศ สภาพอากาศขาดความสมดุลกัน ส่งผลให้น้ำทะเลมีระดับที่สูงขึ้น พบสัตว์ทะเลเกยตื้นชายหาด หรือมีสภาพอากาศร้อนกว่าปกติ ส่งผลกระทบในการท่องเที่ยวไทย 

นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดไม่สะดวกในการเดินท่องเที่ยว ส่งผลให้เหล่าผู้ประกอบการในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวขาดรายได้ รวมถึงอาจก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัยน้ำท่วม เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น คือ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่กับชาวบ้านในประเทศ

เกษตรกรรมในประเทศไทย

อีกส่วนหนึ่งที่ได้ผลกระทบไม่แพ้กันก็คือด้านเกษตรกรรม ชาวบ้านไม่ได้ผลผลิตทางการเกษตรตามที่ต้องการ เนื่องด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น บางวันมีอุณหภูมิถึง 35-40 องศา และฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล แมลงและวัชพืชต่าง ๆ จึงมาทำลายแปลงเกษตรในไร่ ทำให้ได้ผลผลิตน้อยและไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ นอกจากนี้ มีอีกหนึ่งผลกระทบที่สามารถเห็นได้ชัด คือ ปัญหาภัยแล้ง ที่หนักสุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งคาดการว่าในปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

Climate Change
Image by jcomp on Freepik

การทำลายทรัพากรธรรมชาติของมนุษย์

ใครจะคิดว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การใช้ถุงพลาสติก เผาขยะ หรือการเผาไม้ทำลายป่า เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบหลายด้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว นับเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนเป็นอย่างมาก

เปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนแปลงโลกให้ห่างไกลภาวะโลกร้อน

สิ่งสำคัญที่เราต้องต่อนั่นก็คือการแก้ไขระบบนิเวศถูกทำลายหรือขาดสมดุลไปมากกว่านี้ มนุษย์ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่นิ่งนอนใจ หรือปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ไขปัญหา เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยมือเรา เพียงลดการใช้ถุงพลาสติกแล้วหันมาใช้ถุงผ้า ลดมลพิษทางอากาศด้วยการนั่งรถประจำทางสาธารณะ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวให้มากขึ้น เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างโลกใบใหม่ให้น่าอยู่กว่าเดิมได้ ลงมือทำวันนี้เลย !

ลดโลกร้อนด้วย แอปพลิเคชัน Sustainability

Cover Image : Image by Freepik

Reference source & credit :

https://www.scbeic.com/th/detail/product/703

https://sdthailand.com/2019/08/global-warming-temperature-exceeds-climate-change

แก้ “ปัญหาโลกร้อน” กำจัดขยะอุตสาหกรรมให้ถูกวิธี !

ปัญหาโลกร้อน

ปัจจุบันสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างเห็นได้ชัดที่สุดก็คือขยะอุตสาหกรรมที่มีการกำจัดขยะไม่ถูกวิธี แน่นอนว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างและชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับทางโรงงาน เป็นต้นตอสำคัญของไป ปัญหาโลกร้อน อย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งที่ส่งผลเสียอย่างเห็นได้ชัด คือไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางอากาศ การเทของเสียลงแม่น้ำ การปล่อยก๊าซพิษ การกำจัดของเสียอันตรายผิดวิธี และอื่นๆ อีกมากมาย

เราทุกคนสัมผัสได้แน่นอนว่าในทุกวันนี้ร้อนเหลือเกิน แน่นอนว่ามันคือผลกระทบโดยตรงจากปัญหาโลกร้อนและภาวะเรือนกระจก ซึ่งในมุมของโรงกลึง โรงงานอุตสาหกรรม ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็หนีไม่พ้นเรื่องการปล่อยของเสีย และการกำจัดขยะอุตสาหกรรมผิดวิธี.. โรงกลึงพีวัฒน์ขออินกับกระแส Sustainability อาสาบอกเล่าให้ฟังว่าขยะอุตสาหกรรมส่งผลต่อโลกร้อนอย่างไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร สามารถตามอ่านไปด้วยกันได้แลย

ขยะอุตสาหกรรม ต้นตอของ ปัญหาโลกร้อน

สำหรับคำว่าขยะอุตสาหกรรมคือของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ของที่เสื่อมสภาพ ของที่หมดอายุ สารเคมีและสารปนเปื้อน  และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างขยะมหาศาลและยังเป็นอันตรายอีกด้วย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ขยะอันตรายและขยะไม่อันตรายโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ขยะอันตราย : สารไวไฟและน้ำมันชนิดต่างๆ , สารกัดกร่อน , สารที่เกิดปฏิกิริยาง่าย , ของที่ปนเปื้อนสารพิษ
  • ขยะไม่อันตราย :  กากผลไม้ , เศษผ้า , เศษเหล็ก , เศษกระดาษ

กากอุตสาหกรรมเหล่านี้หากกำจัดแบบผิดวิธีก็จะสามารถส่งผลต่อสภาวะโลกร้อนได้ หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “ก๊าซเรือนกระจก” ที่เกิดจากการนำขยะฝังกลบ การเผาขยะแบบเปิด การบำบัดเชิงชีวภาพ การบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะมีการปล่อยก๊าซมีเทน , ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่จะทำให้โลกร้อนขึ้นในทุกปีๆ ซึ่งสามารถสังเกตจากประเทศไทยได้ว่าอุณหภูมิความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมถูกต้องตามกฎหมาย

ในส่วนเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องวิธีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมก่อนที่จะรู้ว่ามีวิธีไหนบ้าง จำเป็นที่จะต้องรู้ถึงประโยชน์ของการลดขยะเสียก่อน โดยประโยชน์ก็จะมีในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม พัฒนาโรงงานเพื่อลดความผิดพลาดในการผลิตสินค้า สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบด้านและเป็นมิตรกับชุมชนที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นมูลค่าได้อีกด้วย โดยวิธีการกำจัดกากขยะที่โรงงานส่วนใหญ่ใช้เป็นมาตรฐานก็คือหลัก 3R ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ปัญหาโลกร้อน
Image by Freepik

1. Reduce ลดใช้สินค้าหรือวัตถุดิบในการผลิตลง

สำหรับ Reduce นับว่าเป็นวิธีป้องกันก่อนเกิดเหตุขยะอุตสาหกรรมโดยสามารถเริ่มจากการใส่ใจกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนแล้วลองไล่เช็คเครื่องโรงงานว่ามีการทำงานที่มีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ เพราะถ้าหากมีการผลิตผิดพลาดบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นว่าเพิ่มขยะได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ลดการใช้สินค้าหรือวัตถุดิบในการผลิตให้น้อยลงก็นับเป็นวิธีที่น่าสนใจไม่น้อย หรือหากพบว่าบางจุดที่ไม่จำเป็นอย่างเช่นแพคเกจจิ้งที่มีความซ้ำซ้อนก็จะสามารถลดลงขยะได้ด้วยเช่นกัน

2. Reuse การนำขยะกลับมาใช้ซ้ำ

โรงงานที่เป็นอุตสาหกรรมฝ่ายภายผลิต แน่นอนว่าจะมีกากอุตสาหกรรมมากมายหลายอย่าง ที่มีทางเลือกที่ว่านำไปกำจัดอย่างถูกวิธี แต่ถ้าหากขยะเหล่านั้นนำกลับมาใช้ซ้ำได้ก็นับว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ และเป็นคีย์หลักในการแก้ ปัญหาโลกร้อน ยกตัวอย่างเช่น 

  • การนำพลาสติกมาละลายเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ 
  • การส่งคืนถังบรรจุสารต่างๆของลูกค้า กลับมาที่โรงงานเพื่อนำมาใช้งานต่อ 
  • ภายในโรงงานหากมีจุดที่เสียหากซ่อมแซมได้ก็ให้ซ่อมแซม ดีกว่าการซื้อของใหม่อย่างแน่นอน
ปัญหาโลกร้อน
Image by rawpixel.com on Freepik

3. Recycle การนำขยะไปแปรรูปให้เป็นประโยชน์

ในส่วนของ Recycle จะเป็นการนำขยะอุตสาหกรรมไปแปรรูปต่าง ๆ ให้กลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นได้ หรือก็คือการเปลี่ยนขยะเสียอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นของใหม่หรือไปเป็นส่วนผลิตด้านอื่นๆ  ยกตัวอย่างเช่น 

  • การนำของเสียหรือของที่ใช้แล้วที่มีค่าความร้อนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน (น้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่น) 
  • การนำไปเป็นเชื้อเพลิงผสม (กระดาษ , ผ้าปนเปื้อน , สารตัวทำละลาย , กากตะกอน) 
  • การเผาเพื่อเอาพลังงาน (เส้นใยปาล์มนำไปทำเชื้อเพลิงในหมอไอน้ำ
  • การใช้เศษไม้และขี้เลื้อยไม่มีสารปนเปื้อนทำเป็นเชื้อเพลิงปรุงอาหาร)  
  • การนำน้ำมันเครื่องและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วส่งไปยังโรงงานผลิตสีทาบ้าน
  • การส่งยางรถยนต์ที่เสียแล้วให้กับทางโรงงานน้ำมันดีเซล
  • การนำของเสียหรือวัตถุดิบที่เสียหาย ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ 

สำหรับ 3R ที่ได้แนะนำไปข้างต้นนับว่าเป็นวิธีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แต่ทั้งนี้การกำจัดขยะในรูปแบบอื่นก็มีมากมาย เช่น การนำไปถมที่กรณีที่ไม่ใช่ขยะอันตราย การหมักทำปุ๋ย การนำเศษอาหารไปเป็นอาหารสัตว์ การนำของเสียโลหะไปสกัดเพื่อนำโลหะกลับมาใช้ใหม่ และอื่นๆ อีกมากมายที่นับว่าเป็นวิธีปลอดภัยและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถลดปัญหาโลกร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

แก้ปัญหาโลกร้อน แก้ปัญหาขยะอุตสาหกรรม เพื่อโลกอนาคต

ตามหลักกฎหมายแล้วโรงงานที่มีขยะเสียหรือขยะอุตสาหกรรมจำเป็นจะต้องส่งไปให้โรงงานรับกำจัดขยะที่ได้รับใบอนุญาตและมาตรฐานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อที่ว่าสามารถกำจัดขยะได้ถูกวิธีและไม่ส่งผลต่อโลกใบนี้ โดยต้องเริ่มใส่ใจตั้งแต่โรงงานผู้ก่อกำเนิดขยะ ผู้ขนส่งขยะ และโรงงานรับบำบัดหรือกำจัด หากทั้ง 3 ในที่นี้สามารถแก้ไขได้ถูกวิธีและทำตามกฎหมายที่ได้มีการกำหนดไว้ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อม สิ่งมีชีวิต รวมไปถึงภาวะโลกร้อนจะดีขึ้นได้นั่นเอง

Credit Cover Image : Image by Freepik

มลพิษทางอากาศ… “ตัวร้าย” ที่อุตสาหกรรมทั้งหลายไม่ควรมองข้าม

มลพิษทางอากาศ

ยังฟังแล้วรู้สึกคุ้น ๆ กันอยู่บ้างมั้ย.. กับคำว่า “PM 2.5”

เผื่อใครที่อาจจะลืมเลือนกันไปบ้าง เนื่องจากช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาโดนพิษการระบาดของ โควิด-19 ที่ทำตัวหิวแสงกว่าใคร แย่งสปอตไลท์ไปส่องที่ตัวมันเองเสียหมด จนกดเรื่องของ “มลพิษทางอากาศ” ให้ตกลงไปเล็กน้อย 

ทั้งที่ก่อนการมาของโคโรน่าไวรัสนี่เป็นประเด็นใหญ่ที่แผ่ไกลไปทั่วโลก โดยมีประเทศตัวอย่าง อาทิ จีน นำทัพโดย เซี่ยงไฮ้ นิวเดลี ของ อินเดีย แย่ที่สุดเป็น ซาอุดิอาระเบีย ที่มีค่าเฉลี่ยอาการเป็นพิษมากที่สุดในโลก ไม่เว้นแม้แต่บ้านเราที่ส่ง กรุงเทพฯ และ เชียงใหม่ สองเมืองใหญ่เข้าประกวด

เรียกได้ว่าประเทศไทย การใส่หน้ากากใช้ชีวิตประจำวันนั้นมาก่อนกาล หน้ากากที่ไม่ได้มีแค่เพียงหน้ากากอนามัย มีอีกหลายแบบที่ได้รับความนิยมโดยเฉพาะถ้ามีคุณสมบัติป้องกัน PM 2.5 ก็จะขายดีเป็นพิเศษ 

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นมาจากปัญหาภาวะโลกร้อน โดยมีเรื่องของ “อุตสาหกรรม” ที่หลายแขนงหลายแห่งก่อนหน้านี้มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจ จนลืมฉุกคิดไปว่าวันแย่ ๆ ที่หลายสถานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้จะเดินทางมาถึง และกลายเป็นหนึ่งวาระที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเดินหน้าศึกษาค้นคว้า สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดสิ่งนี้น้อยที่สุดแล้วด้วยซ้ำ

มลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศ เลวร้ายแค่ไหนในปัจจุบัน ?

คุณเชื่อมั้ยว่า อัตราการเสียชีวิตของคนทั่วโลกที่มีผลมาจากมลพิษทางอากาศทั้งทางตรง ทางอ้อมมีมากถึง 4.2 ล้านคนต่อปี! และยังไม่หมดแค่นั้น.. มีผู้คนอีกมากมายเกินกว่า 91% ของประชากรโลกต้องอาศัยอยู่ในสถานที่ที่คุณภาพอากาศนั้นเกินขีดจำกัดมาตรฐานบนแนวทางของ WHO ที่ไม่ได้แปลว่าใคร.. แต่หมายถึงองค์กรอนามัยโลก ผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติอันสุดจัดของความเลวร้ายของมลพิษทางอากาศที่คนทั่วโลกต้องทนอยู่กับมันในเวลานี้

จากที่ได้เกริ่นเอาไว้ช่วงต้น ที่เราได้บอกว่าตอนนี้ผลแห่งการกระทำจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย ที่แม้จะรังสรรค์คุณงามความดีเอาไว้มากมาย ช่วยเปลี่ยนโลกด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับเครื่องจักรที่เนรมิตหลายสิ่งอย่างที่เป็นไปได้ยากในยุคก่อน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเกินคนานับเช่นกัน

แนวทางการแก้ปัญหา มลพิษทางอากาศ..

ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้คนมากมายเริ่มตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ รวมถึงโรงกลึงพี-วัฒน์เช่นกันที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมาโดยตลอด และนับว่าเป็นความโชคดีต่อมวลมนุษยชาติที่มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ทำงานเพื่อปกป้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แถมองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ริเริ่มที่จะทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านสุขภาพและการควบคุมมลภาวะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตหลัก ๆ ก็คือมนุษย์อย่างเรา ๆ จนเกิดเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา ได้พัฒนาโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อปัญหามลพิษทางอากาศและด้านอื่น ๆ เรียกว่าเป็นแสงสว่างแห่งปลายทางของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มลพิษทางอากาศ

โครงการด้านสิ่งแวดล้อม “มลพิษทางอากาศ” ที่น่าสนใจ

1. เครื่องดูดฝุ่นมลพิษ (Pollution Vacuum Cleaner)

แนวคิดเครื่องดูดฝุ่นมลพิษ คือ การดูดสิ่งปนเปื้อนออกจากอากาศ พัฒนาโดยวิศวกรเครื่องกลชาวอินเดีย โดยหลักการทำงานของเจ้าเครื่องนี้จะดูดเอาสารมลพิษไปพร้อม ๆ กับอากาศก่อนที่จะปล่อยอากาศบริสุทธิ์แบบเพียว ๆ หลังจากผ่านทุกขั้นตอนการกรองโดยสมบูรณ์ ซึ่งเครื่องนี้สามารถใช้ติดตั้งใกล้กล่องปล่องไฟและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อลดควันในอากาศที่จะก่อตัวไปเป็นมลพิษ

2. เชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากมลพิษ (Hydrogen Fuel from pollutants)

เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับการแยกก๊าซไฮโดรเจนออกจากอากาศ โดยในโครงการนี้นักเรียนนักศึกษาได้พัฒนาอุปกรณ์ฟอกอากาศจากการเจือปนของสารอินทรีย์ อุปกรณ์นี้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะมีเมมเบรนบาง ๆ เพื่อดึงดูดสารปนเปื้อนและเอาอากาศบริสุทธิ์ออกมา ที่สำคัญไฮโดรเจนที่สกัดออกมาสามารถเก็บไว้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนในภายหลังอีกด้วย

3. AI สำหรับ มลพิษทางอากาศ (Air Pollution AI Framework)

เจ้าเครื่องนี้สามารถใช้เพื่อเป็นการคาดคะเนระดับหมอกควันเพื่อหาแนวทางป้องกันก่อนที่จะเผชิญกับกรณีที่อาจมีการปนเปื้อนมากยิ่งขึ้น รังสรรค์โดยนักเรียนระดับไฮสคูลจากนิวยอร์ค โครงสร้างของอุปกรณ์นี้เป็นโครงการที่คาดการณ์จากระดับมลพิษทางอากาศ โดยใช้โครงข่ายปราสาทเทียม ความเจ๋งคือเครื่องมือที่ติดตั้ง AI ตัวนี้คาดการณ์ได้แม่นยำถึง 92%

4. ปืนป้องกันหมอกควัน (Anti-smog gun)

อันนี้เป็นคนละหลักกับการปล่อยรถฉีดน้ำเพื่อลดระดับฝุ่น PM 2.5 ของบางประเทศแถบนี้.. เจ้าปืนป้องกันหมอกควันถือเป็นหนึ่งวิธีที่ให้ประสิทธิภาพในการกำจัดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีหมอกควันหนาแน่น หลักการทำงานคือปืนจะพ่นไอระเหยขึ้นไปในอากาศเพื่อดูดซับสารพิษ แม้จะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ก็ต้องบอกว่าตรงจุดและชะลออันตรายจากสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นช้าลงอีกหน่อย

5. แอร์อิงค์ (Air-Ink)

เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจ มีความคิดสร้างสรรค์อันดับต้น ๆ ของโครงการเลย เราสามารถเชื่อมต่อ KAALINK (ชื่ออุปกรณ์) กับท่อไอเสียรถยนต์ เพื่อดึงหมึกออกจากควันเชื้อเพลิง ซึ่งเจ้าเครื่องนี้เคลมว่าดึงหมึก 30 มล. ภายใน 45 นาที ภายในระยะเวลาที่คุณขับรถ ส่วนหมึกที่ได้จากเครื่องนี้ก็ต้องถูกนำไปทำให้บริสุทธิ์ในห้องปฏิบัติการเพื่อจะได้นำไปใช้งานต่อไป

สานต่อสิ่งดี ๆ เพื่อโลก สู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยื่น

มลพิษทางอากาศ

ในวันที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกเต็มไปด้วยหมอกควันมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็ยังมีสิ่งดี  ๆ ที่เกิดขึ้นจากการฟิวชั่นของความชาญฉลาดและรักษ์โลกของคนยุคปัจจบัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมมากจากเว็บไซต์ EcoMENA โดยเป็นโครงการที่น่าสนใจเพื่อช่วยขจัดอันตรายของมลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหวังว่าหากนำมาใช้งานจริงจะช่วยลดมลพิษทางกาศให้เบาบางลงได้ตามที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันของทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อวงจรนี้ และแน่นอนรวมถึงโรงกลึงพี-วัฒน์ของเราด้วย เราจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อส่งต่อปรัชญาด้านธุรกิจที่นอกจากจะเน้นย้ำเรื่องความเป็นมืออาชีพ นำเสนอชิ้นงาน การบริการด้วยมาตรฐานระดับสากล เรื่องความการ “รักษ์โลก” เป็นอีกสิ่งนึงที่ทำควบคู่มาโดยตลอดอยู่เสมอ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดี ๆ มา ณ ที่นี้ :

https://www.ecomena.org/environmental-impacts-of-industrialization

https://www.plt.org/educator-tips/science-projects-pollution

https://www.weforum.org/agenda/2017/02/the-best-and-worst-countries-for-air-pollution-and-electricity-use