Smart Factory ปฏิวัติวงการด้วย Generative AI โรงกลึง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างนวัตกรรม

Generative AI โรงกลึง

ในวันที่การแข่งขันด้านการผลิตเข้มข้นขึ้น โรงกลึงไม่ได้แข่งกันแค่ความเร็วหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ความแม่นยำ คุณภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการส่งมอบตรงเวลา ยิ่งงาน CNC ซับซ้อนขึ้น วัสดุหลากหลายขึ้น และลูกค้าต้องการงานเฉพาะทางมากขึ้น โรงงานที่ตัดสินใจได้เร็วกว่า วางแผนได้แม่นกว่า และลดความสูญเสียได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบ

Generative AI คือเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกมการผลิต โดยเฉพาะกับงานโรงกลึงและ CNC เพราะไม่ได้แค่วิเคราะห์ข้อมูล แต่สามารถช่วยสร้างแนวทางใหม่ ๆ ให้ทีมงานได้ ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการสรุปปัญหาและจัดการความรู้ หากนำมาใช้ถูกจุด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และต่อยอดนวัตกรรมได้จริง

Generative AI โรงกลึง

Generative AI คืออะไร

Generative AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการสร้างเนื้อหาใหม่จากข้อมูลที่เรียนรู้มา เช่น ข้อความ รูปภาพ โมเดล หรือคำแนะนำเชิงเทคนิค โดยอาศัยการเรียนรู้เชิงลึกและการฝึกจากข้อมูลจำนวนมาก

เมื่อมองในบริบทโรงงาน AI แบบเดิมมักเน้นการตรวจจับหรือคาดการณ์ เช่น ตรวจว่าเครื่องผิดปกติหรือไม่ หรือคาดว่าเครื่องมือจะสึกหรอเมื่อไร ส่วน Generative AI จะเด่นเรื่องการสร้างทางเลือกและการสื่อสาร เช่น ช่วยร่างขั้นตอนการทำงาน เสนอแนวทางการออกแบบ หรือสรุปสาเหตุปัญหาให้ทีมผลิตและทีมซ่อมบำรุงเข้าใจตรงกัน

ทำไม Generative AI ถึงสำคัญกับโรงกลึง

โรงกลึง จำนวนมากเจอปัญหาที่คล้ายกัน เช่น แบบงานเปลี่ยนบ่อย งานเร่งทำให้แผนผลิตสั่นสะเทือน ความรู้สำคัญกระจุกอยู่กับคนเก่งไม่กี่คน ปัญหาคุณภาพเกิดซ้ำเพราะหาต้นเหตุยาก และเครื่องจักรหยุดฉุกเฉินโดยไม่คาดคิด

Generative AI เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำ เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ และทำให้ความรู้ในโรงงานถูกจัดระบบและถ่ายทอดได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การทำงานนิ่งขึ้น คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น และต้นทุนแฝงลดลง

วิธีใช้ Generative AI ในอุตสาหกรรมโรงกลึง

1. การออกแบบชิ้นส่วนและการปรับแบบให้เหมาะสม

  • Generative AI สามารถช่วยสร้างแนวทางการออกแบบหลายรูปแบบจากเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ความแข็งแรง น้ำหนัก วัสดุ หรือข้อจำกัดด้านการผลิต แล้วเสนอแบบที่เหมาะสมให้ทีมวิศวกรนำไปพิจารณา
  • เหมาะกับงานที่ต้องลดน้ำหนักแต่ยังรับแรงได้ งานเฉพาะทางที่ต้องบาลานซ์ความแข็งแรงกับต้นทุน และงานที่มีหลายรุ่นหลายสเปก
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ ลดเวลาลองผิดลองถูก ลดการใช้วัสดุ และได้แนวคิดใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

2. การวางแผนกระบวนการผลิตให้เร็วและสม่ำเสมอ

  • งานวางแผนการผลิตในโรงกลึงครอบคลุมทั้งการเลือกกระบวนการ เลือกเครื่องมือ เลือกจิ๊กฟิกซ์เจอร์ กำหนดลำดับงาน และคาดการณ์เวลาผลิตจริง Generative AI สามารถช่วยสรุปข้อมูลแบบงานให้เป็นรายการตรวจสอบ เสนอแนวทางลำดับกระบวนการเบื้องต้น และช่วยร่างเอกสารมาตรฐานเพื่อให้ทีมผลิตและทีม QC เข้าใจตรงกัน
  • ประโยชน์ที่เห็นชัดคือ ลดเวลาจากรับแบบสู่เริ่มผลิต ลดความต่างของวิธีทำงานระหว่างทีม และเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารหน้างาน

3. การสนับสนุนงาน CAM และการตั้งค่าการตัดเฉือน

  • งาน CNC มีเวลาสูญเสียจำนวนมากจากการปรับพารามิเตอร์เพื่อลดการสั่นสะเทือน ทำผิวงานให้ได้ตามสเปก และยืดอายุเครื่องมือ Generative AI สามารถช่วยแนะนำค่าเริ่มต้นของ feed และ speed ในเชิงแนวทาง ช่วยสรุปวิธีเลือกเครื่องมือตัดตามวัสดุ และช่วยรวบรวมประวัติปัญหาหน้างานเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
  • เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพ คำแนะนำควรถูกตรวจสอบโดยวิศวกรหรือหัวหน้าช่าง และยึดตามมาตรฐานโรงงานและคู่มือเครื่องมือตัดเสมอ

4. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบด้วยภาพ

Generative AI โรงกลึง
  • การตรวจคุณภาพด้วยสายตาหรือการวัดแบบแมนนวลอาจช้าและผลขึ้นกับประสบการณ์ ระบบ AI ที่ใช้ภาพสามารถช่วยตรวจจับรอยตำหนิ เช่น รอยแตก รอยบิ่น รอยขีดข่วน หรือความผิดปกติของผิวงานได้รวดเร็วขึ้น
  • เมื่อผสานกับ Generative AI ยังสามารถช่วยสรุปผลการตรวจเป็นรายงาน จัดทำฐานความรู้ตำหนิที่พบบ่อย และเสนอจุดควบคุมสำคัญเพื่อป้องกันของเสีย
  • ผลที่โรงกลึงมักเห็นคือ ลดของเสีย ลดรีเวิร์ค และลดเวลาตรวจที่เป็นคอขวด

5. การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

  • เครื่องจักรหยุดแบบไม่คาดคิดสร้างต้นทุนสูงทั้งด้านเวลาและกำหนดส่ง Predictive Maintenance ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เช่น สั่นสะเทือน อุณหภูมิ กระแสไฟ หรือข้อมูลการซ่อมบำรุงเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงก่อนเสียจริง
  • ส่วน Generative AI ช่วยต่อยอดด้วยการสรุปอาการผิดปกติให้ทีมซ่อมเข้าใจเร็ว สร้างเช็กลิสต์ตรวจสอบ และช่วยร่างแผน PM หรือแนวทางเตรียมอะไหล่ตามความเสี่ยง
  • ผลลัพธ์คือ ลด downtime ลดงานซ่อมฉุกเฉิน และช่วยวางแผนการหยุดเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ

6. ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในงานโรงกลึง

  • งานซ้ำ ๆ เช่น หยิบวางชิ้นงาน จัดเรียง ตรวจเบื้องต้น หรือบันทึกข้อมูล เป็นงานที่ทำให้คนเก่งเสียเวลา Generative AI ช่วยสร้างคู่มือการทำงานและความปลอดภัยให้เข้าใจง่าย สนับสนุนการออกแบบขั้นตอนทำงานร่วมคนและระบบอัตโนมัติ และทำระบบถามตอบภายในโรงงาน เช่น งานนี้ใช้จิ๊กอะไร ควรเช็คอะไรก่อนเริ่ม
  • หลายโรงงานเริ่มจากการจัดระบบเอกสารและความรู้ก่อน แล้วค่อยต่อยอดไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนขึ้น

ประโยชน์ของ Generative AI โรงกลึง ที่วัดผลได้

เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนสร้างนวัตกรรมยกระดับความปลอดภัย
– ลดเวลาจากรับแบบไปสู่เริ่มผลิต
– ลดเวลาทำเอกสารและรายงาน
– ลดเวลาหาสาเหตุปัญหาที่เกิดซ้ำ
– ลดของเสียและรีเวิร์ค
– ลด downtime จากการซ่อมฉุกเฉิน
– ลดต้นทุนแฝงจากการสื่อสารผิดพลาด
– ออกแบบชิ้นส่วนและกระบวนการใหม่ได้เร็วขึ้น
– รองรับงานเฉพาะทางและงานปรับแต่งได้ดีขึ้น
– ยกระดับบริการ เช่น รายงานคุณภาพหรือคำแนะนำเชิงวิศวกรรมที่ละเอียดขึ้น
– ลดงานเสี่ยงที่ทำซ้ำ ให้คนไปโฟกัสงานควบคุมและตรวจสอบ
– ทำคู่มือและการฝึกอบรมให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เริ่มต้นใช้ Generative AI ในโรงกลึงให้คุ้มค่า

  1. เลือกโจทย์ที่ชัดและวัดผลได้ ตัวอย่างเช่น ของเสียสูง ตั้งเครื่องนาน ทำรายงานกินเวลา หรือเครื่องหยุดบ่อย แล้วเริ่มจากหนึ่งโจทย์ก่อน เพื่อให้เห็นผลและสร้างความเชื่อมั่นในทีม
  2. เตรียมข้อมูลให้พร้อม รวบรวมเอกสารและข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ประวัติการผลิต รายงาน QC บันทึกปัญหาและวิธีแก้ ประวัติซ่อมบำรุง และมาตรฐานการทำงาน แล้วค่อยพัฒนาให้เป็นระบบ
  3. ทำโครงการนำร่องแบบให้คนตรวจสอบ ให้ AI ช่วยเสนอแนวทางและให้คนเป็นผู้ตัดสินใจ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับให้เหมาะกับโรงงานจริง
  4. กำหนดกติกาด้านข้อมูลและความปลอดภัย กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลแบบงานลูกค้า ข้อห้ามในการใช้ข้อมูลอ่อนไหว และขั้นตอนอนุมัติคำแนะนำก่อนนำไปใช้จริง โดยเฉพาะเรื่องพารามิเตอร์เครื่องจักร
  5. วัดผลด้วย KPI เช่น เวลาจากรับแบบถึงเริ่มผลิต อัตราของเสีย OEE หรือ downtime เวลาทำรายงาน และความตรงเวลาการส่งมอบ

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปใช้

Generative AI อาจให้คำตอบที่ไม่ถูกต้องได้หากข้อมูลไม่พอ จึงต้องมีการตรวจสอบโดยคนเสมอ คุณภาพผลลัพธ์ขึ้นกับข้อมูลของโรงงาน และงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยต้องกำหนดมาตรฐานชัดเจน รวมถึงต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงของทีมงานให้ใช้อย่างต่อเนื่อง

อนาคตของโรงกลึงและ Smart Factory

Generative AI โรงกลึง

แนวโน้มสำคัญคือการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยตัดสินใจ เช่น การตรวจคุณภาพและปรับกระบวนการทันที การจำลองกระบวนการก่อนผลิตจริง และการผลิตงานเฉพาะลูกค้าได้เร็วขึ้นโดยต้นทุนไม่พุ่ง โรงกลึงที่เริ่มจัดระบบข้อมูลตั้งแต่วันนี้จะต่อยอดสู่ Smart Factory ได้ง่ายกว่า

ดังนั้นสรุปได้คือ Generative AI โรงกลึง เป็นผู้ช่วยสำคัญที่ทำให้การผลิตเร็วขึ้น สม่ำเสมอขึ้น และลดความสูญเสียได้ ตั้งแต่การออกแบบ วางแผนผลิต สนับสนุนงาน CNC ตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หากเริ่มจากโจทย์เล็กที่วัดผลได้ จัดระบบข้อมูล และให้คนตรวจสอบก่อนใช้งานจริง โรงกลึงจะได้ประโยชน์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q1 เหมาะกับโรงกลึงขนาดเล็กไหม
เหมาะ เริ่มจากงานที่ช่วยประหยัดเวลาได้ทันที เช่น ช่วยทำเอกสาร สรุปปัญหา QC และจัดระบบความรู้ ก่อนค่อยขยายไปสู่การวิเคราะห์และระบบอัตโนมัติ

Q2 ต้องมีเซ็นเซอร์ก่อนหรือไม่
ไม่จำเป็น สามารถเริ่มจากเอกสารและข้อมูลที่มีอยู่ แล้วค่อยต่อยอดติดเซ็นเซอร์เมื่อพร้อม

Q3 จะช่วยลดของเสียได้อย่างไร
ช่วยทำงานให้สม่ำเสมอขึ้นด้วยเช็กลิสต์และมาตรฐาน ช่วยสรุปสาเหตุของเสียที่พบบ่อย และช่วยสื่อสารระหว่างทีมให้ตรงกันมากขึ้น

Q4 ต้องระวังเรื่องข้อมูลลูกค้าอย่างไร
ควรกำหนดนโยบายข้อมูลชัดเจน จำกัดสิทธิ์เข้าถึง และหลีกเลี่ยงนำข้อมูลอ่อนไหวไปใช้กับเครื่องมือที่ไม่มั่นใจด้านความปลอดภัย

ไบโอมีเทน เครื่องยนต์ชีวมีเทน นวัตกรรมพลังงานสะอาดที่อาจเปลี่ยนโลก

ไบโอมีเทน

ไบโอมีเทน (Biomethane) กำลังเป็นพลังงานทางเลือกที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซชีวภาพนี้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักว่าไบโอมีเทนคืออะไร แตกต่างจากก๊าซชีวภาพทั่วไปอย่างไร ญี่ปุ่นพัฒนาไปถึงไหนแล้ว และใช้งานจริงที่ไหนบ้าง

ไบโอมีเทนคืออะไร?

ไบโอมีเทน คือก๊าซชีวภาพที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพให้บริสุทธิ์จนสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับเครื่องยนต์ ก๊าซนี้ผลิตจากการหมักขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ และพืชผลทางการเกษตร แล้วนำมากรองให้เหลือเฉพาะก๊าซมีเทนความเข้มข้นสูง ซึ่งเรียกว่า ชีวมีเทน หรือในบริบทสากลใช้คำว่า “Biomethane”

ไบโอมีเทน

ข้อดีของไบโอมีเทน

  • ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ
  • ใช้ของเสียในชุมชนให้เกิดประโยชน์
  • ผลิตได้ในประเทศ ลดการนำเข้าพลังงาน
  • ใช้งานได้ทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการขนส่ง
  • รองรับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ญี่ปุ่นกับการพัฒนาเทคโนโลยีไบโอมีเทน

หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ญี่ปุ่นเริ่มลงทุนในพลังงานทางเลือกหลายรูปแบบ และหนึ่งในพลังงานที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ไบโอมีเทน เนื่องจากสามารถผลิตในระดับท้องถิ่น ใช้งานได้จริง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กระบวนการผลิตชีวมีเทนในญี่ปุ่น

  1. รวบรวมขยะอินทรีย์ เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร
  2. นำเข้าสู่ถังหมักไร้ออกซิเจนเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย
  3. ได้ก๊าซชีวภาพ แล้วนำมากรองให้ได้ไบโอมีเทนบริสุทธิ์
  4. บรรจุในถังแรงดันเพื่อส่งต่อให้กับภาคส่วนต่างๆ เช่น การขนส่ง หรือผลิตกระแสไฟฟ้า

บริษัทญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ไบโอมีเทน

  • Toyota พัฒนาเครื่องยนต์สำหรับรถโดยสารที่ใช้ไบโอมีเทนควบคู่กับระบบไฮบริด ในโครงการ Zero Emission Public Transit
  • Isuzu เปิดตัวรถบรรทุกต้นแบบที่ใช้ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบขนส่ง
  • Kubota วิจัยเครื่องยนต์การเกษตรที่ใช้ไบโอมีเทนจากมูลสัตว์ในฟาร์ม สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนแบบปิดในภาคการเกษตร

ตัวอย่างการใช้งานจริงในญี่ปุ่น

  • จังหวัดฟุกุโอกะ รถเก็บขยะของเทศบาลใช้ก๊าซไบโอมีเทนที่ผลิตจากเศษอาหารในเมือง
  • จังหวัดฮอกไกโด กลุ่มฟาร์มโคนมร่วมกันผลิตชีวมีเทนจากมูลวัวเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในฟาร์มและรถแทรกเตอร์
  • โตเกียว โครงการร่วมระหว่าง Tokyo Gas และมหาวิทยาลัยโตเกียว ใช้เศษอาหารในโรงอาหารผลิตพลังงานสำหรับรถรับส่งนักศึกษา
ไบโอมีเทน

โอกาสและความเป็นไปได้ในการใช้ไบโอมีเทนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาไบโอมีเทน เนื่องจากมีแหล่งวัสดุอินทรีย์จำนวนมาก เช่น ของเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหาร และน้ำเสียจากชุมชน ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอมีเทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น แผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ที่สนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและก๊าซชีวภาพในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำไบโอมีเทนมาใช้จริงในระดับอุตสาหกรรมยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ต้นทุนการผลิตที่ยังสูง ความพร้อมของเทคโนโลยี และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สมบูรณ์

แม้จะมีข้อท้าทาย แต่ในระยะยาว ไบโอมีเทนสามารถเป็นหนึ่งในคำตอบของประเทศไทยในการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานและขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีการลงทุนและสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง

อ้างอิง:

ทำไมไบโอมีเทนคืออนาคตของพลังงาน?

ไบโอมีเทนไม่เพียงเป็นพลังงานสะอาด แต่ยังช่วยแก้ปัญหาขยะอินทรีย์ สนับสนุนการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมได้หลากหลาย ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นแล้วว่าไบโอมีเทนสามารถใช้งานได้จริงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือชุมชนท้องถิ่น และอาจกลายเป็นโมเดลสำคัญสำหรับโลกในยุคหลังคาร์บอน

ไบโอมีเทน
ไบโอมีเทน

Kay Takeaway

ไบโอมีเทนคือพลังงานหมุนเวียนที่กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังในญี่ปุ่น โดยอาศัยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีการหมักชีวภาพ และการประยุกต์ใช้กับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ถือเป็นแนวทางใหม่ของพลังงานสะอาดที่โลกไม่ควรมองข้าม

  • เครื่องยนต์ชีวมีเทนหรือไบโอมีเทน คือทางเลือกพลังงานสะอาดที่ผลิตจากของเสียอินทรีย์
  • ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการพัฒนาและใช้งานจริง ทั้งในฟาร์ม เมือง และภาคอุตสาหกรรม
  • ไบโอมีเทนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
  • เทคโนโลยีนี้เริ่มมีการทดลองใช้ในประเทศไทย แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
  • หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาไบโอมีเทนเชิงพาณิชย์ในอนาคต

Credit Images : https://www.freepik.com

รู้หรือไม่ ?! เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ที่มาแรงในตอนนี้คือ ?! (อัปเดทล่าสุด)

เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม

ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการอุตสาหกรรมต่างหันมาใช้เทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้ากันเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย และสามารถช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ จึงทำให้เกิดการใช้ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยเสริมในกระบวนการผลิตของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมกันมากขึ้น ซึ่งทั้งนี้ ถ้าหากธุรกิจสามารถเลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสม ก็จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ในบทความนี้เราจะพาไปส่อง เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ที่น่าจับตามในตอนนี้ มีอะไรบ้าง ? ตามมาดูกันเลย..

โรงงานอัจฉริยะ (Foresight Factories)

ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเริ่มมีการใช้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะกันเพิ่มมากขึ้น เป็นไปตามแนวโน้มของการที่ AI หรือ โรบอท ที่ในทุกวันนี้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และสามารถช่วยเหลืองานของมนุษย์ได้แม่นยำและหลากหลายมากขึ้น ผ่านการเทรนนิ่งด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โรงงานดิจิทัล มีผลให้โรงงานอัจฉริยะมีการพัฒนาทัศนคติและการมองการณ์ไกล เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์ได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยระบุปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต และเข้าใจผลกระทบของการดำเนินงาน ก่อนที่จะมีการดำเนินการจริง ซึ่งจากผลการวิจัยนี้ มีผลที่แสดงให้เห็นว่าระดับการใช้ระบบอัตโนมัติโดยเฉลี่ยในโรงงานเพิ่มขึ้น 10% จากร้อยละ 69 เป็นร้อยละ 79 และคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจเกิดขึ้นได้มากกว่านั้น

เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม
Image by usertrmk on Freepik

การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)

เป็นเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่เข้ามาช่วยในเรื่องการบำรุงรักษาอุปกรณ์ และเครื่องจักรในภาคการผลิตอุตสาหกรรม โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการคาดการณ์ปัญหาและการชำรุดก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้การระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจริง และทำความเข้าใจผลกระทบของการดำเนินการก่อนที่จะมีการดำเนินงานจริงนั้น จะช่วยทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถวางแผนและดำเนินการซ่อมบำรุงได้ทันท่วงทีในได้เวลาที่เหมาะสม อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายและมีค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงการหยุดการทำงานของเครื่องจักรที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตขององค์กรได้อีกด้วย

การผลิตแบบ Decentralized Manufacturing

ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่างมาก การเกิดสถานการณ์นี้ได้กระตุ้นให้ธุรกิจจำเป็นต้องประเมินแบบจำลองทางเลือกเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตให้มากที่สุด เพื่อรองรับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องคอยคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจเพียงคนเดียว และในอนาคต เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในรูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่าการผลิตแบบกระจายศูนย์จะกลายเป็นแนวทางหลักในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน และด้วยเทรนด์นี้เองที่ทำให้นักธุรกิจได้มีการพัฒนาแนวคิดขึ้นใหม่ โดยอิงจากโรงงานขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้ายและปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้ง่ายมากขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว

เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม
Image by freepik

เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม การใช้ชีวิตกับหุ่นยนต์ (Living with Bots)

เป็นเทรนด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการช่วยเหลือและทำงานในหลายด้านของชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้มาในรูปแบบที่มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น การใช้หุ่นยนต์ในงานอุตสาหกรรมเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตรายหรือบริเวณที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ง่าย รวมไปถึงการใช้หุ่นยนต์ในการช่วยเสริมความสามารถของมนุษย์ในการทำงาน เช่น การใช้หุ่นยนต์ในการช่วยงานด้านการแพทย์ การให้บริการลูกค้า หรือการดูแลผู้สูงอายุ หรือในด้านของงานบ้านก็มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการช่วยเหลืองานบ้านได้อีกหลายอย่าง เช่น การทำความสะอาด การทำอาหาร หรือการจัดการและควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน เป็นต้น

เทรนด์การเชื่อมต่อทรงประสิทธิภาพ 5G

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัยและทรงประสิทธิภาพในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยี 5G ซึ่งเป็นการพัฒนาการเชื่อมต่อไร้สายที่มีความเร็วสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า (4G) และมีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้นอย่างมาก จากผลการวิจัย PwC ได้สรุปผลการใช้เทคโนโลยี 5G และระบบ IoT ว่าจะมีความสำคัญและครอบคลุมมากขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง ดังนั้นการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี 5G ในภาคธุรกิจทั่วโลก จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า การใช้งาน 5G ในภาคการผลิต จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2030 ได้สูงถึง 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนจากสินค้าที่มีความบกพร่องได้ถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย สรุปได้ว่าการนำเทคโนโลยี 5G เข้าสู่สายการผลิต จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในธุรกิจ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

เทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรม
Image by rawpixel.com on Freepik

ไม่ตกเทรนด์ อัปเดทข่าวสาร เตรียมตัวให้พร้อม

การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และเกาะกระแส อัปเดทข่าวสารด้านเทรนด์เทคโนโลยี อุตสาหกรรมอยู่เสมอ นั้นมีความสำคัญสำหรับทุกคนที่อยู่ในวงการการผลิต โรงงาน โรงกลึง และผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ End-to-end ดังนั้น คุณจำเป็นต้องรู้ให้ทันโลกว่ามีเทคโนโลยีเกิดใหม่อะไรที่สามารถช่วยลดต้นทุนที่มีอย่างจำกัด และนำไปใช้อย่างคุ้มค่าให้คุณได้ ที่สำคัญช่วยคุณในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ลดความสูญเสีย เพิ่มความยืดหยุ่น แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของผลผลิตเดิม หรือได้โบนัสคือสามารถอัปเกรดคุณภาพของผลผลิตได้มากกว่าคู่แข่ง

Cover Image : Image by freepik